logocarbonmarketsclub
cover

10 ปีที่ผ่านมาของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

วงกต วงศ์อภัย
สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

แผนภาพรวม 17 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
ดูรายละเอียดได้ที่ https://thailand.un.org/th/sdgs

สัญลักษณ์กล่องสี่เหลี่ยมสีสันสวยงาม 17 กล่อง รวมถึงเข็มกลัดปกเสื้อแบบวงกลมที่หลายคนมีไว้ในครอบครอง คงเป็นที่คุ้นตาของการทำงานด้านความยั่งยืน เราจะมาลองเจาะลึกเพิ่มเติมถึงผลลัพธ์และผลกระทบของสิ่งที่เราคุ้นเคยนี้

ในปี ค.ศ.2015 ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติได้รับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2030 มีผลพร้อมกันทุกประเทศในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2016 ประกอบด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable development goals: SDGs) 17 เป้าหลัก (169 เป้าหมายย่อย) ที่มุ่งยุติความยากจน ปกป้องโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคน SDGs ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) ก่อนหน้านี้ โดยที่ MDGs เป็นวาระการพัฒนาสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่เน้นการลดความยากจน ขับเคลื่อนโดย UN เป็นหลักและให้บทบาทภาคประชาสังคมน้อยมาก แต่ SDGs ถูกออกแบบกับทุกประเทศและครอบคลุมมุมมองด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เหลือเวลาอีกไม่ถึง 5 ปี นอกจากการทบทวนผลที่ทำได้ของ 169 เป้าหมายเดิมและคาดว่าจะมีการริเริ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ในอนาคต เราลองมาตั้งข้อสังเกตเพื่อมองไปข้างหน้าอะไรได้บ้าง

ข้อสังเกตที่ 1 SDGs ประสบความสำเร็จในการสร้างแนวทางที่เป็นเอกภาพในการสื่อสารเกี่ยวกับความท้าทายร่วมกันของโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เราสามารถพบเห็นสัญลักษณ์ SDGs ได้ในทุกประเทศทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม ห้างร้าน สถาบันการศึกษา และพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยสร้างลำดับความสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสนทนาของเราไปที่ความเท่าเทียม ความยั่งยืน และการมีส่วนร่วม

สามารถดูรายละเอียด ตัวอย่างการนำ SDGs ไปใช้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืนโดย Times Higher Education ที่เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ. 2019 และด้านท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในโครงการ STAR (Sustainable Tourism Acceleration Rating) ที่เริ่มในปี พ.ศ.2566

ข้อสังเกตที่ 2: โลกในปี ค.ศ. 2030 แตกต่างจากโลกในปี 2016 อย่างมาก การเติบโตทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของจีน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้น สังคมสูงอายุในหลายประเทศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ อย่างไรก็ตาม Mega trend ที่กระทบมากสุดในปัจจุบันคือการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทั้งเข้ามาเสริมสร้างหรือลดทอนความสำเร็จของ SDGs ได้ 
โลกของหุ่นยนต์ Humanoid จะมีบทบาทมากขึ้นชัดเจนหลังปี 2030 ในราคาที่ต่ำลง เข้ามาเสริมทั้งการผลิตขั้นสูง (Advanced manufacturing) ในภาคอุตสาหกรรม หรือการใช้งานในระดับครัวเรือน

สิ่งเหล่านี้ จะกระทบวิธีคิดของมนุษย์ที่ผ่านมาทั้งหมด ต้องปรับการคำนวณ GDP ใหม่ หากแนวทางการจ้างงานใหม่ ด้วยทักษะใหม่ และต้องสร้างระบบความปลอดภัยให้มนุษย์เองจากความก้าวหน้าทางดิจิทัล เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

ข้อสังเกตที่ 3: ในหลายประเทศมีความเห็นว่า SDGs ยังขาดการให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงความรู้ของชนเผ่าหรือชนพื้นเมือง โดยเฉพาะความเชื่อมโยงในเรื่องนี้กับการขยายอิทธิพลทางทหารและเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วมาสู่ประเทศกำลังพัฒนา การรักษาองค์ความรู้ให้ยั่งยืนมีความสำคัญต่อความเป็นมนุษย์ โดยสามารถประยุกต์ได้ในวิสาหกิจขนาดใหญ่หรือองค์กรข้ามชาติผ่านนโยบายรักษาภูมิปัญญาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น

ข้อสังเกตที่ 4: SDGs มีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมน้อย ทำให้พลาดโอกาสที่จะเสริมองค์ความรู้สำคัญจากงานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์ (SHA) และมีการวัดผลในมิติที่ลึกและจริงจัง

ข้อสังเกตที่ 5: การบรรลุเป้าหมายปี 2030 นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน โดยนำไปประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง และมุ่งสู่แนวทางที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ซึ่งต้องคำนึงถึงพฤติกรรม การกำกับดูแล และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมไปพร้อมกันด้วย

หากลองคาดการณ์อนาคตหลัง ค.ศ. 2030 ผู้เขียนยังคิดว่า สหประชาชาติจะยังคงสานต่อแก่นและแนวคิด SDGs แต่อาจปรับเปลี่ยนรูปแบบนำเสนอ ดังนั้น คำถามง่าย ๆ แต่มีความหมายคือ เราจะทำให้คนทุกคนในไทยมีส่วนร่วมใน SDGs ได้อย่างไร และโดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่ควรมีแผนเชื่อมโยงภารกิจหรือกฎหมายที่ตนเองรับผิดชอบไปสู่ SDGs อย่างจริงจัง เน้นการลงมือทำแบบต่าง ๆ เช่นการถ่ายทอดเรื่องราวด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในวงกว้างขึ้น ความเท่าเทียมทางเพศและสังคม การจัดการอาหาร พลังงาน น้ำที่สมดุล เราต้องให้คนทุกช่วงวัย เข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันของโลกและรู้สึกมีพลังที่จะมีส่วนร่วมในการหาทางออกรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในมิติที่รัฐถ่ายทอดให้ประชาชน และมิติประชาชนผลักดันสู่นโยบายใหม่ ๆ ของรัฐ

ความยั่งยืนไม่ใช่เฉพาะแค่ความท้าทายทางเทคนิค แต่เป็นความท้าทายทางสังคม หากปราศจากความเข้าใจว่าภาคประชาชนมีความเข้าใจและดำเนินการตามหลักฐานอย่างไร แม้แต่นวัตกรรมที่ทรงพลังที่สุดก็ยังยากที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายสำคัญได้

แหล่งข้อมูลหลัก https://internationalpublishers.org/opinion/a-post-2030-agenda-what-comes-after-the-sdgs/

บทความนี้ เกี่ยวข้องกับ #SDGs และเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนเท่านั้น ไม่ได้เป็นความเห็นขององค์กรที่สังกัดแต่อย่างใด