logocarbonmarketsclub
CBAM

การปรับปรุงข้อบังคับ CBAM ของสหภาพยุโรป : 10 ประเด็นสำคัญและทิศทางสำหรับผู้ประกอบการไทย

กลอยตา ณ ถลาง
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
และประธาน Carbon Markets Club


     เมื่อหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกเริ่มนำกลไกคาร์บอนมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าโลก การปล่อยคาร์บอนจึงไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เป็นทั้งสัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน และโอกาสในการยกระดับมาตรฐานของผู้ประกอบการไทยให้พร้อมสำหรับโลกการค้าที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ


     สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศปรับปรุงข้อบังคับ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) หรือ "กลไกปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน" ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญในการควบคุมปริมาณคาร์บอนที่แฝงอยู่ในสินค้านำเข้า และลดการรั่วไหลของคาร์บอนจากประเทศนอกภูมิภาค กฎฉบับใหม่นี้ Regulation (EU) 2025/2083 เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจาก Regulation (EU) 2023/956 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา


     EU CBAM เกิดขึ้นจากความพยายามของสหภาพยุโรปในการแก้ปัญหาที่เรียกว่า "carbon leakage" หรือ "การรั่วไหลของคาร์บอน" ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในยุโรปกลับไม่ได้ผลจริง เพราะเมื่อมีการเก็บภาษีคาร์บอนหรือเพิ่มต้นทุนสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรมในประเทศ ผู้ผลิตบางส่วนอาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎคาร์บอนอ่อนกว่า หรือผู้นำเข้าหันไปซื้อสินค้าคาร์บอนสูงจากต่างประเทศแทน ผลลัพธ์คือ การปล่อยคาร์บอนทั่วโลกไม่ได้ลดลงจริง แต่เพียง “เปลี่ยนที่ปล่อย” ขณะที่อุตสาหกรรมยุโรปต้องแข่งขันในเงื่อนไขที่เสียเปรียบ


     เพื่อตัดวงจรนี้ EU CBAM จึงเข้ามาทำหน้าที่ "อุดช่องรั่ว" โดยกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องจ่ายค่าคาร์บอนในระดับใกล้เคียงกับผู้ผลิตในยุโรป เพื่อให้การแข่งขันอยู่บนฐานต้นทุนเดียวกัน และกระตุ้นให้ประเทศคู่ค้าปรับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมให้เข้มข้นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมองว่ามาตรการนี้ แม้จะมีเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม แต่ในอีกมุมหนึ่งก็คือ "กำแพงภาษีสีเขียว" ที่ยุโรปใช้เป็นเครื่องมือทางการค้าภายใต้ชื่อของความยั่งยืน


     EU CBAM มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่อยู่ภายใต้กลไกนี้ตั้งแต่ระยะแรก ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังยุโรปจะต้องจัดทำรายงาน "การปล่อยคาร์บอนที่ฝังอยู่ในกระบวนการผลิต" อย่างละเอียด เพื่อใช้ประกอบการคำนวณต้นทุนคาร์บอนตามระบบ EU CBAM หากสินค้าที่ส่งออกมีการปล่อยสูงกว่ามาตรฐานยุโรป ผู้นำเข้าจะต้องชำระ "ค่าปรับคาร์บอน" เพิ่มเติมให้กับสหภาพยุโรป ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่บริหารจัดการคาร์บอนได้ดีกว่า


การปรับปรุงหลัก 10 ประการภายใต้ EU CBAM Simplification Regulation

1. ข้อยกเว้น De Minimis แบบใหม่ตามน้ำหนักสะสม (Single Mass-Based Threshold)
     เดิม ใช้เกณฑ์มูลค่า 150 ยูโร ต่อการขนส่ง แต่ข้อบังคับฉบับใหม่ เปลี่ยนเป็นเกณฑ์ น้ำหนักรวมของสินค้านำเข้า 50 ตันสินค้า (โดยน้ำหนัก) ต่อปี ต่อผู้นำเข้า ครอบคลุมสินค้าในกลุ่ม เหล็ก อะลูมิเนียม ซีเมนต์ และปุ๋ย เพื่อช่วยลดภาระการรายงานของผู้นำเข้ารายย่อยและ SMEs แต่ยังคงครอบคลุมกว่า 99% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด (ยกเว้น ไฟฟ้า และ ไฮโดรเจน ซึ่งมีกลไกเฉพาะ)


2. การทบทวนเกณฑ์น้ำหนักสะสมรายปี
   คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องประเมินเกณฑ์นี้ทุกปี เพื่อให้แน่ใจว่าผลรวมของการปล่อยจากสินค้าที่อยู่ในขอบเขต EU CBAM ครอบคลุมไม่น้อยกว่า 99% ของทั้งหมด และสามารถปรับเกณฑ์ได้ตามอำนาจมอบหมาย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีถัดไป


3. การติดตามและการบังคับใช้เกณฑ์น้ำหนักสะสม
     เพื่อป้องกันการแบ่งคำสั่งซื้อหรือจัดการให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ 50 ตันสินค้า ข้อบังคับใหม่ให้อำนาจแก่คณะกรรมาธิการยุโรปและหน่วยงานของประเทศสมาชิกในการตรวจสอบ และลงโทษผู้หลีกเลี่ยง ผู้ฝ่าฝืนที่ไม่มีสถานะ “ผู้ประกาศ EU CBAM ที่ได้รับอนุญาต” (Authorized EU CBAM Declarant) อาจถูกปรับสูงสุด 3 – 5 เท่าของค่าปรับมาตรฐาน (100 ยูโร ต่อ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ของการปล่อยที่ไม่รายงาน)


4. ผู้ประกาศ EU CBAM ที่ได้รับอนุญาต (Authorized EU CBAM Declarants)
     ผู้นำเข้าที่คาดว่าจะเกิน 50 ตันต่อปีต้องยื่นขอสถานะนี้ก่อนเกินเกณฑ์ และสามารถมอบหมายการยื่นรายงานให้บุคคลที่สามในสหภาพยุโรปที่มีหมายเลข EORI ได้ แต่ยังคงรับผิดชอบต่อกฎหมายทั้งหมด โดยผู้นำเข้าที่สมัครภายใน 31 มีนาคม 2569 สามารถนำเข้าสินค้าได้ชั่วคราวระหว่างรออนุมัติ


5. การประกาศ EU CBAM ประจำปี (EU CBAM Declaration)
     กำหนดวันยื่นรายงานและส่งมอบใบรับรองเป็น 30 กันยายน ของปีถัดไปจากปีนำเข้า และลดภาระการซื้อใบรับรองล่วงหน้ารายไตรมาสจาก 80% เหลือ 50% ของปริมาณการปล่อย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจริงและลดภาระเงินสด


6. การคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอน (Embedded Emissions Calculation)
     ผู้นำเข้าสามารถใช้ “ค่าจริง” (Actual Values) ที่ตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบที่ได้รับการรับรอง หรือ "ค่าเริ่มต้น" (Default Values) ที่อิงจากความเข้มการปล่อยเฉลี่ยของ 10 ประเทศผู้ส่งออกที่มีค่าการปล่อยสูงสุด เพื่อให้ระบบมีมาตรฐานและตรวจสอบได้แม้ไม่มีข้อมูลละเอียดจากต้นทาง


7. การหักลดราคาคาร์บอนที่จ่ายในประเทศที่สาม (Carbon Price Deductions)
     อนุญาตให้หักลดจำนวนใบรับรอง EU CBAM ตามมูลค่าคาร์บอนที่ได้ชำระในประเทศต้นทาง หากประเทศนั้นมีระบบ Carbon Pricing ที่เป็นทางการ ตั้งแต่ปี 2570 คณะกรรมาธิการยุโรปสามารถประกาศ “ราคาคาร์บอนมาตรฐาน” ของประเทศที่สาม (หมายถึงประเทศนอกสหภาพยุโรป เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ) ในทะเบียน EU CBAM เพื่อให้ใช้คำนวณได้อย่างโปร่งใส


8. ใบรับรอง EU CBAM (EU CBAM Certificates)
     จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2570 ผ่านแพลตฟอร์มกลาง ครอบคลุมการปล่อยในสินค้านำเข้า ปี 2569 ราคาใบรับรองอิงค่าเฉลี่ยของโควตา EU ETS ในปีนั้น และสามารถขอคืนส่วนเกินได้หากปริมาณจริงต่ำกว่าที่คาด


9. บทลงโทษ (Penalties)
     กำหนดค่าปรับที่ 100 ยูโร ต่อหนึ่งตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าของการปล่อยที่ไม่รายงาน เทียบเท่ากับบทลงโทษในระบบ EU ETS โดยสามารถผ่อนปรนได้หากเป็นความผิดพลาดเล็กน้อย ทั้งนี้ ตัวแทนศุลกากรที่ทำหน้าที่แทนผู้ประกาศ EU CBAM จะต้องรับผิดชอบต่อบทลงโทษด้วย


10. การชี้แจงด้านเทคนิคและภาคส่วน (Sectoral and Technical Clarifications)

  • ดินขาวที่ไม่ผ่านการเผา (Non-calcined kaolinic clays) ถูกยกเว้นจากขอบเขต EU CBAM เพราะมีความเข้มคาร์บอนต่ำ ไม่ก่อให้เกิดการปล่อยโดยตรง
  • ไฟฟ้า นับเฉพาะการปล่อยโดยตรงในการคำนวณ เพราะการปล่อยทางอ้อม (เช่น จากการผลิตพลังงานในประเทศอื่น) ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับภาคส่วนนี้
  • ผู้ประกอบการในประเทศที่สาม ที่ต้องการลงทะเบียนในระบบ EU CBAM จะต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยงานควบคุมและบริษัทแม่ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่ข้อมูล

     หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดคือข้อ 7 ซึ่งชี้ให้เห็นเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างระบบคาร์บอนภาคบังคับกับภาคสมัครใจ โดย EU CBAM ยอมรับเฉพาะราคาคาร์บอนที่จ่ายจริงภายใต้กฎหมายของรัฐ เช่น ภาษีคาร์บอนหรือระบบ ETS ส่วนระบบสมัครใจอย่าง Verra, Gold Standard หรือ T-VER ของไทย ยังไม่สามารถนำมาหักลดได้ในระยะนี้ แต่แนวโน้มทั่วโลกกำลังเคลื่อนไปสู่การเชื่อมโยงระหว่าง 2 ระบบ เพื่อให้คาร์บอนเครดิตสมัครใจที่มีความน่าเชื่อถือสูงสามารถเข้ามาอยู่ในโครงสร้างภาคบังคับได้ในอนาคต


     สำหรับผู้ประกอบการไทย EU CBAM ไม่ใช่เพียงเรื่องของการรายงานย้อนหลัง แต่คือการบริหารจัดการคาร์บอนล่วงหน้า ที่ต้องเริ่มจากการวัด ติดตาม และลดการปล่อยในห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้พร้อมต่อทั้งข้อกำหนดและโอกาสใหม่ทางธุรกิจ


     ประเทศไทยเองก็กำลังเตรียมนำ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.… มาบังคับใช้ ซึ่งมีหมวดเฉพาะว่าด้วย "กลไกการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน (Thailand CBAM)" เพื่อเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลและสร้างระบบคาร์บอนที่โปร่งใส ครอบคลุม และแข่งขันได้ในระยะยาว


     EU CBAM เป็นสิ่งสะท้อนความจริงของโลกการค้าใหม่ ที่ต้นทุนคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของราคาสินค้า และคาร์บอนเครดิตคืออีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ภาคธุรกิจจัดการต้นทุนนี้ได้อย่างมีระบบ หากตลาดคาร์บอนสามารถเชื่อมโยงกับกลไกภาคบังคับอย่างโปร่งใสและเชื่อถือได้มากขึ้น ก็จะไม่เพียงช่วยให้ผู้ประกอบ การปรับตัวได้เร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการลดการปล่อยในระดับประเทศด้วย


     (ข้อมูลอ้างอิงจาก Regulation (EU) 2025/2083 และเอกสารชี้แจงของ European Commission ว่าด้วยการปรับปรุงกลไก CBAM และข้อมูลบางส่วนจาก Verra, Gold Standard, T-VER และ Integrity Council for the Voluntary Carbon Market (ICVCM))