logocarbonmarketsclub
carboncredittoken-02

กลอยตา ณ ถลาง

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
ประธาน Carbon Markets Club

ข่าวคณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการให้คาร์บอนเครดิตสามารถนำมาใช้เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมกำลังขยับเข้ามาอยู่ในโลกของการเงินมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่คนทั่วไปมักมองคาร์บอนเครดิตว่าเป็นเรื่องของนโยบาย ความสมัครใจ หรือภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน มากกว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการเคลื่อนไหวนี้ในภาพกว้าง จะเห็นว่านี่ไม่ใช่การเชื่อมโยงที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน หากแต่เป็นผลจากบทบาทของคาร์บอนเครดิตที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามพัฒนาการของภาคธุรกิจ ทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ และความจำเป็นในการจัดการต้นทุนอย่างเป็นระบบในระยะยาว

การทำความเข้าใจเรื่องนี้จึงควรเริ่มจากความหมายพื้นฐานของคาร์บอนเครดิต คาร์บอนเครดิตคือหลักฐานที่แสดงว่ามีการลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกเกิดขึ้นจริงในปริมาณที่สามารถตรวจสอบได้ หน่วยมาตรฐานคือหนึ่งตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือ tCO₂e กล่าวคือ หากโครงการหนึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกได้หนึ่งตัน ก็จะได้รับคาร์บอนเครดิตหนึ่งหน่วย

ในประเทศไทย กลไกหลักที่ใช้คือระบบโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ หรือ T-VER ซึ่งดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รับรองโครงการ และตรวจสอบความถูกต้องของการลดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้คาร์บอนเครดิตที่ออกมามีความน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

เมื่อโครงการผ่านการรับรอง ผู้พัฒนาโครงการจะได้รับคาร์บอนเครดิตออกมาในปริมาณที่เทียบเท่ากับตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และสามารถนำไปโอนหรือขายให้กับผู้อื่นได้ ตรงจุดนี้เองที่ทำให้คาร์บอนเครดิตมีคุณสมบัติสำคัญคล้ายทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ มีจำนวนที่ระบุได้ มีเจ้าของที่ชัดเจน มีที่มาที่ตรวจสอบได้ และสามารถโอนเปลี่ยนมือได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้คาร์บอนเครดิตไม่ใช่เพียงข้อมูลเชิงสิ่งแวดล้อม แต่เป็นสิทธิทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่ง


ในช่วงแรก ตลาดคาร์บอนเติบโตบนฐานของความสมัครใจเป็นหลัก หน่วยงานจำนวนมากใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม หรือเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารด้านความยั่งยืน การซื้อขายส่วนใหญ่เกิดจากการตกลงกันโดยตรงระหว่างผู้พัฒนาโครงการกับผู้ซื้อ ซึ่งช่วยให้ตลาดเริ่มต้นและขยับตัวได้ แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งในด้านสภาพคล่อง ราคาอ้างอิง และความต่อเนื่องของตลาด

เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมีการกำหนดเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน มีทั้งเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว ทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กร ซึ่งหลักๆ แล้ว ส่วนใหญ่จะกำหนดเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ภายในปีค.ศ. 2050 ทำให้คาร์บอนเครดิตไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือด้านภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่เริ่มถูกนำมาพิจารณาในแผนธุรกิจและแผนการเงิน ในทางปฏิบัติ องค์กรส่วนใหญ่พยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการของตนเองก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน หรือการปรับห่วงโซ่อุปทาน แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ยังคงมีส่วนที่ลดได้ยาก คาร์บอนเครดิตจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือชดเชยในส่วนที่ยังลดไม่ได้ทั้งหมด

เมื่อการใช้คาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาร์บอนเครดิตจึงกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อต้นทุนเกิดขึ้น คำถามสำคัญย่อมเปลี่ยนจากการตัดสินใจเชิงนโยบายไปสู่การบริหารจัดการเชิงเศรษฐกิจ ต้นทุนคาร์บอนไม่ได้มีลักษณะคงที่ ราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามอุปสงค์อุปทาน คุณภาพของโครงการ และทิศทางนโยบาย หากไม่มีเครื่องมือรองรับ ความผันผวนนี้จะทำให้การวางแผนธุรกิจในระยะยาวมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้เอง ตลาดอนุพันธ์จึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือบริหารความเสี่ยง ตลาดอนุพันธ์ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารความผันผวนของราคา ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย หรือวัตถุดิบสำคัญ หลักคิดสำคัญของตลาดอนุพันธ์คือการช่วยให้ต้นทุนสามารถคาดการณ์ได้ดีขึ้น และลดผลกระทบจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อนำหลักคิดเดียวกันนี้มาพิจารณากับคาร์บอนเครดิต การนำคาร์บอนเครดิตมาเป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครื่องมือให้ธุรกิจที่มีความจำเป็นต้องใช้คาร์บอนเครดิตจริง สามารถบริหารต้นทุนคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น มากกว่าจะเป็นการเปิดพื้นที่เพื่อการเก็งกำไรเป็นหลัก

การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการยอมรับเชิงโครงสร้างว่า ต้นทุนคาร์บอนกำลังกลายเป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจที่ต้องนำมาบริหารจัดการอย่างจริงจัง ไม่ต่างจากต้นทุนพลังงานหรือวัตถุดิบ การมีเครื่องมืออนุพันธ์จึงช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำสามารถดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และลดแรงกระแทกต่อภาคธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ในต่างประเทศ แนวคิดการนำคาร์บอนเครดิตและสิทธิปล่อยก๊าซมาเชื่อมกับตลาดอนุพันธ์เริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจบนตลาดซื้อขายล่วงหน้าระหว่างประเทศ เช่น ผ่าน Chicago Mercantile Exchange และ Intercontinental Exchange เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงราคาคาร์บอนเครดิตล่วงหน้า และบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาได้ ขณะที่ในยุโรป ตลาดสิทธิการปล่อยก๊าซภายใต้ระบบกำกับดูแลก็มีการพัฒนาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงสิทธิปล่อยก๊าซควบคู่กับตลาดสปอตมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า หลายประเทศเริ่มมองคาร์บอนและเครดิตที่เกี่ยวข้องในฐานะต้นทุนที่ต้องมีเครื่องมือทางการเงินรองรับ ไม่ต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์หรือวัตถุดิบประเภทอื่น

ในเชิงโครงสร้างตลาดของประเทศไทย แนวคิดการใช้ตลาดอนุพันธ์เป็นเครื่องมือบริหารต้นทุนคาร์บอนต่อยอดจากโครงสร้างตลาดการเงินที่มีอยู่แล้ว โดยบทบาทของแพลตฟอร์มการซื้อขายเครื่องมือทางการเงินอยู่ภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาและกำกับดูแลกลไกการซื้อขายให้เป็นไปตามมาตรฐาน ขณะที่การรับรองคุณภาพและความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิตยังคงยึดโยงอยู่กับระบบด้านสิ่งแวดล้อมตามเดิม การแบ่งบทบาทเช่นนี้ช่วยให้การพัฒนาเครื่องมือทางการเงินสามารถเดินควบคู่ไปกับความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิต โดยไม่ทับซ้อนหน้าที่กัน

นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาเครื่องมือเหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้น คือทิศทางของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบหลักการแล้ว และกำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณารายละเอียดตามขั้นตอน กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อวางกรอบให้การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศมีความเป็นระบบมากขึ้น ตั้งแต่การจัดทำบัญชีการปล่อย การรายงานข้อมูล ไปจนถึงการเตรียมเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

เมื่อกติกาเริ่มชัดเจน ต้นทุนย่อมชัดเจนขึ้นตามไปด้วย และเมื่อเป็นต้นทุนที่ต้องบริหารอย่างจริงจัง การเตรียมเครื่องมือทางการเงินเพื่อรองรับจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ มากกว่าการตอบสนองเชิงนโยบายเฉพาะหน้า

ในภาพรวม ประเด็นด้านเทคโนโลยีหรือการจัดการข้อมูลของคาร์บอนเครดิต ซึ่งมักถูกกล่าวถึงควบคู่กัน ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน เพื่อช่วยให้การติดตาม การโอน และการใช้งานคาร์บอนเครดิตมีความเป็นระบบมากขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญของคาร์บอนเครดิตเอง

การที่คาร์บอนเครดิตก้าวเข้ามาอยู่ในตลาดอนุพันธ์ จึงไม่ใช่การทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นเรื่องการเงิน หากแต่เป็นความพยายามในการวางโครงสร้างรองรับ เพื่อให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น

เพราะการมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero ต้องอาศัยมากกว่าความตั้งใจหรือความสมัครใจ หากแต่ต้องทำให้ต้นทุนคาร์บอนเป็นสิ่งที่สามารถคาดการณ์และวางแผนได้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่เป็นภาระต่อการพัฒนาในระยะยาว